ลิเวอร์พลู-Liverpool

Liverpool ลิเวอร์พลู

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล เทศมณฑลเมอร์ซีไซด์ ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษ จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club สโมสรลิเวอร์พูลสวมชุดแข่งสีน้ำเงินและขาวก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชุดสีแดงและกางเกงสีขาวในปี ค.ศ.1896 และใช้ชุดนั้นมาจนถึงปี ค.ศ. 1964 เมื่อบิลล์ แชงค์ลีย์ ตัดสินใจส่งทีมลิเวอร์พูลลงแข่งกับอันเดอร์เลชต์ พร้อมกับสวมชุดแข่งลายทางสีแดงทั้งชุดเป็นครั้งแรก

ลิเวอร์พูลเป็นเป็นสโมสรระดับมืออาชีพทีมแรกที่มีโลโก้ของสปอนเซอร์บนเสื้อของตัวเองหลังจากเห็นพ้องกับข้อตกลงกับบริษัท ฮิตาชิ ในปี ค.ศ. 1979 นับตั้งแต่นั้นมาสโมสรได้รับการสนับสนุนจาก Crown Paints, Candy, คาร์ลสเบิร์ก และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญญากับคาร์ลสเบิร์กลงนามเมื่อปี ค.ศ. 1992 เป็นสัญญาที่คงอยู่เป็นเวลานานที่สุดในฟุตบอลอังกฤษชั้นหนึ่ง สัญญาที่ทำร่วมกับคาร์ลสเบิร์กได้สิ้นสุดลงในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล 2010-11 เมื่อธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์กลายเป็นสปอนเซอร์ของสโมสร สัญลักษณ์ของลิเวอร์พูลถูกอยู่บนฐาน Liver Bird ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองซึ่งในอดีตที่ผ่านมาได้วางอยู่ภายในโล่ ในปี ค.ศ. 1992 มีการจัดงานระลึกครบรอบ 100 ปีของสโมสร ป้ายใหม่ได้ถูกนำมาใช้รวมทั้งการประดับอยู่บนประตูแชงคลี ปีถัดมาเปลวไฟคู่ถูกเพิ่มเข้ามาในด้านใดด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ระลึกถึงโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร ภายนอกสนามแอนฟีลด์ เปลวไฟที่เผาไหม้อยู่ในความทรงจำของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติฮิลส์โบโร

ที่ตั้งสนามของสโมสรในฐานะเจ้าบ้าน

สนามฟุตบอลแอนฟีลด์สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1884 ติดกับแสตนลีย์ ปาร์ค เริ่มแรกเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน ก่อนที่เอฟเวอร์ตันย้ายสนามไปกูดิสันพาร์ค หลังจากขัดแย้งในเรื่องค่าเช่าพื้นที่สนามกับจอห์น โฮลดิง ผู้เป็นเจ้าของแอนฟีลด์ หลังจากนั้นโฮลดิ้งได้ก่อตั้งสโมรสรลิเวอร์พูลขึ้นเมื่อปี 1892 และแอนด์ฟีลด์จึงกลายเป็นสนามเหย้าของลิเวอร์พูลนับแต่นั้นมา แอนฟิลด์ประกอบไปด้วยอัฒจันทร์สี่ด้าน ได้แก่ สปิออนค็อป, อัฒจันทร์หลัก, เคนนี ดัลกริชสแตนด์ และอัฒจันทร์ฝั่งถนนแอนฟิลด์ มีความจุทั้งสิ้น 45,276 ที่นั่ง โดยจำนวนผู้ชมสูงสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้คือ ในการแข่งขันเอฟเอคัพรอบที่ 5 ระหว่างลิเวอร์พูลกับวูฟแฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 บันทึกไว้ว่ามีผู้ชมทั้งสิ้น 61,905 คน ปัจจุบันความจุสนามอยู่ที่ 54,157 ที่นั่ง สนามฟุตบอลแอนฟิลด์ได้รับการรับรองจากสมาคมฟุตบอลยุโรปให้เป็นสนามระดับ 4 ดาว ซึ่งสามารถจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับชาติหรือรายการใหญ่อื่น ๆ รวมทั้งการแข่งขันของทีมชาติอังกฤษ แอนฟิลด์เคยเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี พ.ศ. 2539 (ยูโร 96) ในอนาคตสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลมีแผนขยายความจุของสนามเป็น 60,000 ที่นั่ง

 

ทำเนียบโค้ชและผู้เล่นสำคัญในอตีดจนถึงปัจจุบัน

ประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23)พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี
สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535กับลีกคัพ 1 ใบในปี พ.ศ. 2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ, เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล 2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพ ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยชาริตีชีลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน รีเซ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เฌราร์ อูลีเย ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอูลีเยคือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล 2002/03)

แชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสมอทีม เอซี มิลาน เป็น 3-3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3-0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเวน เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้
ฤดูกาล 2015-16 ที่ย่ำแย่ ทำให้ เบรนดัน ร็อดเจอส์ ถูกไล่ออกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2015 โดยมี เยือร์เกิน คล็อพ มาแทนโดยเป็นผู้จัดการทีมคนที่สามที่เป็นชาวต่างชาติในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล ในฤดูกาลแรก คล็อพ นำสโมสรเข้ารอบชิงชนะเลิศ ในรายการ ฟุตบอลลีกคัพ และยูฟ่ายูโรปาลีก แต่จบด้วยการเป็นรองชนะเลิศทั้งสองรายการ
ยุคปัจจุบัน 2017-2018 ภายใต้การคุมทีม เยือร์เกิน คล็อพ นำพาหงส์แดงเข้าป้ายในอันดับที่สี่ของตาราง และด้วยกฎใหม่ของยูฟ่า ลิเวอร์พลูจะได้ไปเล่น ยูฟ่าแชมป์เปี่ยนลีก โดยไม่ต้องแตะเพลย์ออฟ แต่ไปรอบแบ่งกลุ่มทันที ในฤดูกาลปี 2018-2019 เพิ่มจาก 22 ทีม เป็น 26 ทีม เป็นผลงานของทุกคนในทีมหงส์แดงจริงๆ

ผู้รักษาประตู : ซิมง มิโญเล่ต์, อดัม บ็อกดาน, โยริส คาริอุส, แดนนี่ วอร์ด

กองหลัง : อัลเบร์โต้ โมเรโน่ , แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, แร็กนาร์ คลาวาน, เวอร์จิล, เดยัน ลอฟเรน, โจเอล มาติป, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เนธาเนียล ไคลน์, โจ โกเมซ, คอนเนอร์ แรนดัลล์

กลองกลาง : เอ็มเร่ ชาน, จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, อดัม ลัลลาน่า

กองหน้า : เบน วู้ดเบิร์น, ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, แดนนี่ อิงส์, โดมินิค โซลันเก้

ผลงานทีมลิเวอร์พลู

ฟุตบอลลีกดิวิชั่นหนึ่ง: 18
1901, 1906, 1922, 1923, 1947, 1964, 1966, 1973, 1976, 1977, 1979, 1980, 1982, 1983, 1984, 1986, 1988, 1990ฟุตบอลลีกดิวิชั่นสอง: 4      1894, 1896, 1905, 1962
เอฟเอคัพ: 7    1965, 1974, 1986, 1989, 1992, 2001, 2006
ลีกคัพ: 8    1981, 1982, 1983, 1984, 1995, 2001, 2003 ,2012
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก: 5   1977, 1978, 1981, 1984, 2005
ยูฟ่าคัพ: 3    1973, 1976, 2001
ยูฟ่าซูเปอร์คัพ : 3    1977, 2001, 2005
ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ   สูงสุด รองชนะเลิศ 2005
เอฟเอ ยูธคัพ   แชมป์ ปี 1995-96 , 2005-06 , 2006-0
เอฟเอชาริตีชิลด์ / เอฟเอคอมมิวนิตีชิลด์: 15 (10 ชนะเลิศ, 5 ร่วม):     1964 (ร่วม), 1965 (ร่วม), 1966, 1974, 1976, 1977 (ร่วม), 1979, 1980, 1982, 1986 (ร่วม), 1988, 1989, 1990 (ร่วม), 2001, 2006
ปัจจุบันฤดูกาลปี 2017-2018 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ พาทีม หงส์แดง จบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ในตารางพรีเมียร์ลีก ของอังกฤษ คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่าแชมป์เปี่ยนลีกฤดูกาลหน้า 2018-2019 ก็

# ชื่อทีม แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีง ผลต่าง คะแนน
1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 38 32 4 2 106 27 79 100
2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 38 25 6 7 68 28 40 81
3 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 38 23 8 7 74 36 38 77
4 ลิเวอร์พูล 38 21 12 5 84 38 46 75

สถิติทีมลิเวอร์พลู

นัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกของลิเวอร์พูล ครั้งที่ 8 มากกว่าทีมอื่นๆ ในอังกฤษอยู่ 3 ครั้ง
ทีมหงส์แดงแพ้เพียง 2 ครั้งจากการเข้าชิง 7 ครั้งหลังสุดในรายการนี้ คือเมื่อปี 1985 ที่พบยูเวนตุส และครั้งล่าสุดเมื่อปี 2007 ที่พบเอซี มิลาน
ทีมหงส์แดงยังเก็บคลีนชีทได้ถึง 6 ครั้งในฤดูกาลนี้ ไม่มีทีมใดทำได้มากกว่าพวกเขา (เทียบเท่ากับบาร์เซโลนา) ฤดูกาล 2017-2018
ลงเล่นมากที่สุดรวมทุกการแข่งขัน: เอียน คัลลาแกน, 857
ลงเล่นในลีกมากที่สุด: เอียน คัลลาแกน, 640
ลงเล่นเอฟเอคัพมากที่สุด: เอียน คัลลาแกน, 79
ลงเล่นยุโรปมากที่สุด: เจมี่ คาราเกอร์, 150
เป็นผู้เล่นของสโมสรนานที่สุด: เอลิชา สกอตต์, 21 ปี 52 วัน (ตั้งแต่ปี 1913 ถึง 1934)

 

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
CAPTCHA
This question is for testing whether or not you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
7 + 13 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.