แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด-Manchester United

 

Manchester United แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่จริงแล้วชื่อเดิมของสโมสรนั้น คือ “นิวตัน ฮีท ” ในปี ค.ศ. 1878 พนักงานการรถไฟสายแลงคาเซี้ยร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ แผนกรถสินค้าและรถโดยสารของบริษัทรถไฟแอล.และวาย. (Lancashire and Yorkshire Railway (LYR) ในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารมื้อเย็นอยู่นั้น พวกเขาได้ร่วมก่อตั้งทีมฟุตบอลกันขึ้นมา และตระเวณเล่นกันอยู่ในแถบเมืองนอร์ธกราวด์ ซึ่งอยู่ในนิวตัน ฮีท สถานที่ซ้อมก็ใช้รางรถไฟ เป็นเส้นแบ่งเขตสนาม ตลอดจนเสียงและควันจากรถไฟรถจักรไอน้ำ ทีมฟุตบอล นิวตัน ฮีท (แลนแคเชียร์ แอนด์ ยอร์ดเชียร์เรลเวย์) ที่พวกเขา ตั้งขึ้นมาก็เล่น ฟุตบอล กัน ได้อย่างดีเยี่ยมน่าประทับใจ โดยชุดแข่งที่ใช้เสื้อสีเขียว-เหลือง อย่างละครึ่ง กางเกงสีดำเป็นชุดเก่ง พนักงานที่อยู่ในแถบนั้น แพ้นิวตัน ฮีท กระจุย ในปี 1885 สมาชิกในทีมได้ตัดสินใจติดต่อกับการรถไฟ และก่อตั้งทีมเพื่อเป็น บริษัท จำกัด โดยใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีท ฟุตบอลคลับ ผลงานชิ้นแรกของเขาคือการคว้าแชมป์ แมนเชสเตอร์ คัพมาครอง นั้นคือถ้วยแรกของทีม นิวตัน ฮีท

ในช่วงต้นของสโมสรฟุตบอลทุก ๆ สโมสรในขณะนั้น ต่างก็มีฐานะการเงินที่ย่ำแย่ นิวตัน ฮีท ก็เช่นเดียวกัน จุดพลิกผันได้เกิดขึ้น จอห์น เฮนรี่ เดวี่ส์ ผู้อำนวยการบริษัทเบียร์ ได้เข้ามาซื้อหุ้นของสโมสร และกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้เปลี่ยนชื่อนิวตัน ฮีท เป็น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด พวกเขาเริ่มลงเล่นในเสื้อแดงและกางเกงขาสั้นสีขาว อีก 6 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1907 – 1908 และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 สโมสรปรับปรุงรูปแบบดำเนินกิจการเป็นบริษัทมหาชน
อย่างไรก็ตาม ต่อมานักธุรกิจชาวอเมริกัน มัลคอล์ม เกลเซอร์ เข้าครอบครองแบบไม่เป็นมิตร เป็นผลสำเร็จ และนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ในวันที่12 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 มัลคอล์ม เกลเซอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันสามารถครอบครองในสโมสรเกินร้อยละ 70 หลังจากบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นเจ. พี. แมกมานัสและจอห์น แมกเนียร์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ร้อยละ 28.7 จาก และแฮร์รี่ ดอบสัน ผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับสามชาวสกอต ในวันที่ 16 พฤษภาคม เกลเซอร์ครอบครองหุ้นเกินร้อยละ 75 ซึ่งทำให้เขาสามารถนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ได้ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถูกนำออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในวันที่ 22 มิถุนายน เกลเซอร์สามารถครอบครองหุ้นร้อยละ 98 เป็นผลสำเร็จในวันที่ 28 มิถุนายน ซึ่งเกินระดับที่กำหนดให้บังคับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ มัลคอล์ม เกลเซอร์แต่งตั้งลูกชายสามคนของเขาเข้าในคณะกรรมการบริหาร ผู้สนับสนุนจำนวนมากไม่พอใจการเข้าครอบครองกิจการของเกลเซอร์

ตั้งสนามของสโมสรในฐานะเจ้าบ้าน

นอร์ทโรด (อังกฤษ: North Road) คือ อดีตสนามฟุตบอลในเมืองแมนเชสเตอร์ เคยเป็นสนามเหย้าแห่งแรกของสโมสรนิวตันฮีธ สโมสรฟุตบอลของพนักงานการรถไฟสายแลงคาสเชียร์–ยอร์คเชียร์ หรือต่อมาคือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในช่วงปี 2421–2436 ก่อนจะย้ายไปเล่นที่สนามแบงก์สตรีท และสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ในเวลาต่อมา ในปัจจุบันสนามนอร์ทโรดได้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แบงก์สตรีต (อังกฤษ: Bank Street) หรือบางทีรู้จักในชื่อ แบงก์เลน (อังกฤษ: Bank Lane) คือ อดีตสนามฟุตบอลในย่านเคลย์ตัน เมืองแมนเชสเตอร์ เคยเป็นสนามเหย้าของ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในช่วงปี 2436–2453 โดยในช่วงปี 2436–2445 ทางสโมสรใช้ชื่อว่า นิวตันฮีธ ต่อมาในปี 2453 ทางสโมสรในยุคที่ จอห์น เฮนรี เดวีส์ เป็นประธานสโมสรได้ตัดสินใจย้ายสนามเหย้าไปยัง โอลด์แทรฟฟอร์ด ในนิคมอุตสาหกรรมแทรฟฟอร์ดซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าเพราะแบงก์สตรีตไม่สามารถขยายออกไปได้อีก โอลด์แทรฟฟอร์ด (อังกฤษ: Old Trafford) เป็นสนามกีฬาฟุตบอลในเมืองโอลด์แทรฟฟอร์ด, เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์, ประเทศอังกฤษ และเป็นสนามเหย้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีจำนวนความจุ 75,635 ที่นั่ง โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นสนามกีฬาของสโมสรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหลายๆทีมในสหราชอาณาจักร เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 และเป็นสนามกีฬาฟุตบอลขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 และใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ในทวีปยุโรป สนามแห่งนี้อยู่ห่างจากโอลด์แทรฟฟอร์ดคริกเกตกราวนด์ 0.5 ไมล์ (800 เมตร) และอยู่ติดกันกับป้ายรถราง
โอลด์แทรฟฟอร์ด ได้ถูกขนามนามจากบ็อบบี ชาร์ลตันว่า”โรงละครแห่งความฝัน ใช้เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1941 จนถึง ค.ศ. 1949 สโมสรได้ใช้สนามเมนโรดร่วมกับทีมคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี เนื่องจากสนามได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง

 

ทำเนียบโค้ชและผู้เล่นสำคัญในอตีดจนถึงปัจจุบัน

ยุคของเซอร์ แมตต์ บัสบี (1945-1969) แมตต์ บัสบีได้เข้ามาคุมทีมในปี 1945 เขาได้นำความสำเร็จมาสู่สโมสรฟุตบอลได้อย่างรวดเร็ว โดยได้อันดับสองของฟุตบอลลีกในปี 1947 และชนะเลิศเอฟเอ คัพในปีต่อมา บัสบีเป็นคนที่ดึงนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาหลายคน จนได้แชมป์ลีกในปี 1956 ด้วยอายุเฉลี่ยของนักเตะเพียง 22 ปีเท่านั้น ในปีต่อมา เขาก็ได้พาทีมเป็นแชมป์ลีกอีกครั้ง และยังเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ แต่ไปไม่ถึงดวงดาวโดยการพ่ายแพ้ต่อแอสตัน วิลลา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยูโรเปียนคัพ และยังได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศอีกด้วย ในปี 1958 ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสร เมื่อเครื่องบินที่บรรทุกนักเตะและทีมงานของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ประสบอุบัติเหตุที่สนามบินในเมืองมิวนิก หลังจากแวะพักเครื่องบินที่เมืองมิวนิก ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณบ่าย 3 โมง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้คร่าชีวิตนักเตะของทีมไปถึง 8 คน รวมถึงทีมงานสตาฟโค้ชและผู้โดยสารคนอื่นอีก 15 คน รวมเป็น 23 คน หนึ่งในคนที่เสียชีวิตในครั้งนี้ คือ ดันแคน เอ็ดเวิร์ด นักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงสุดในขณะนั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้คาดว่าจะเป็นจุดตกต่ำของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่จิมมี เมอร์ฟีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมในช่วงที่บัสบีกำลังรักษาอาการบาดเจ็บ
เดฟ เซกซ์ตันได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมต่อในฤดูกาล 1977-1978 และเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมให้เน้นเกมรับมากขึ้น ระบบนี้ทำให้แฟนบอลไม่ค่อยพอใจมากนัก หลังจากทำทีมไม่ประสบความสำเร็จ เขาถูกไล่ออกในปี 1981

รอน แอคคินสันได้เข้ามาทำหนาที่นี้แทน เมื่อเขาเข้ามาก็ได้ทำลายสถิติซื้อขายสูงสุดของอังกฤษโดยการคว้าตัวไบรอัน ร็อบสัน มาจากเวสต์บรอมวิช รวมถึง การคว้าตัว เจสเปอร์ โอลเซน และกอร์ดอน สตรัคคั่น ในขณะที่มีนักเตะอย่างมาร์ค ฮิวจส์ และนอร์แมน ไวท์ไซด์ที่ขึ้นมาจากทีมเยาวชนของสโมสร แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แชมป์เอฟเอ คัพในปี 1983
ปี 1985 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทำผลงานได้ดีในช่วงเปิดฤดูกาลโดยการชนะ 10 นัดรวด ทำให้มีคะแนนนำทีมอื่นถึง 10 คะแนนตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทีมทำผลงานได้ไม่ดีและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ของลีก ผลงานในปีต่อมาก็ไม่ได้ดีขึ้น ทีมต้องหนีการตกชั้น ทำให้รอน แอคคินสันถูกไล่ออกไป
ยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (1986-2013) อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้เข้ามาคุมทีมต่อ โดยในฤดูกาลแรกสโมสรจบฤดูกาลด้วยอันดับ 11 แต่ในปีต่อมาก็ได้อันดับสองโดยไบรอัน แมคแคลร์ทำประตูได้ถึง 21 ประตู เป็นคนแรกของทีมหลังจากที่จอร์จ เบสต์เคยทำได้มาก่อนหน้านี้ ในปี 1989 เฟอร์กูสันเกิดความยากลำบากในการคุมทีมขึ้น เนื่องจากตัวผู้เล่นหลายตัวที่เขานำเข้ามาในทีมไม่เป็นที่พอใจของแฟนบอล มีข่าวออกมาว่าสโมสรจะปลดเฟอร์กี้ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในช่วงต้นปี 1990 แต่การชนะนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ในรอบสาม ของเอฟเอ คัพ ก็ทำให้เขาสามารถคุมทีมต่อไปได้ จนคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้ในปีนั้น เป็นแชมป์แรกให้กับเขาในการคุมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ฤดูกาล 1990-91 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ โดยการเอาชนะบาร์เซโลนา จากสเปน ในนัดชิงชนะเลิศ แต่ปีต่อมาทีมทำผลงานไม่ดีนักในพรีเมียร์ลีก เอริก กองโตนาย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ดมาร่วมทีมเมื่อปี 1992 ส่งผลต่อความสำเร็จของทีมเป็นอย่างมาก ทำให้ทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นทันที ซึ่งนับเป็นแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 26 ปี

ปี 1998-99 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ ซึ่งประกอบด้วยพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟาแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกันอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยในนาทีสุดท้ายของเกมนั้น ทีมยังตามหลังบาเยิร์นมิวนิกอยู่ 1-0 แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาทีนั้น ทีมสามารถทำได้ถึงสองประตูพลิกกลับมาชนะ 2-1 ได้อย่างเหลือเชื่อจากเท็ดดี เชอริงแฮม และ “เพชฌฆาตหน้าทารก” อูเล กุนนาร์ ซูลแชร์ จากการคว้าสามแชมป์ ทำให้อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบถที่ 2 เป็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อตอบแทนผลงานที่สามารถสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้แก่ประเทศ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ได้รับตำแหน่งเซอร์คนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยผู้ที่ได้รับคนแรกคือ เซอร์แมตต์ บัสบี คนที่สองคือ เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในช่วงนั้นยูไนเต็ดได้คว้าตัวนักเตะสำคัญคือ กองหน้าชาวดัตช์ รืด ฟัน นิสเติลโรย ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็น 1 ในตำนานสโมสรที่ลงสนาม 220 นัด และยิงได้ถึง 150 ประตู และริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังที่มีค่าตัวสูงถึง 30 ล้านปอนด์
แต่อย่างไรก็ดี ในปี 2001-2006 ยูไนเต็ดได้ประสบปัญหาหลายอย่าง อย่างแรกคือสโมสรไม่สามารถหาผู้รักษาประตูที่เป็นตัวตายตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล ได้ สโมสรได้เปลี่ยนผู้รักษาประตูมือ 1 หลายคน ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค บอสนิช, ไรมอนด์ ฟาน เดอ ฮาว, มัสซิโม่ ตาอิบี้, พอล ราชุบก้า, แอนดี้ กอแร่ม, ฟาเบียง บาร์แตซ, ทิม โฮเวิร์ด, รอย คาโรล, และ ริคาร์โด้ โลเปซ และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือมีผู้เล่นที่เป็นกำลังหลักจำนวนมากได้ออกจากสโมสรไม่ว่าจะเป็นยาป สตัม, เดวิด เบ็คแฮม, รอย คีน กัปตันทีม, หรือแม้กระทั่งรืด ฟัน นิสเติลโรย โดยมีสาเหตุมาจากการมีปัญหากับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน [4] [5] ทั้งสิ้น ในช่วง 5 ปีนี้ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกเพียงครั้งเดียว
ยุคปัจจุบัน 2017-2018 ภายใต้การคุมทีม โชเซ มูรีนโย นำพาปีศาจแดง คว้าอันดับ 2 ของตาราง ได้ไปยูฟ่าแชมป์เปี่ยนลีก แน่นอนในฤดูกาลปี 2018-2019 ก็ต้องมาดูผลงานของทีมกันต่อไป ว่าทีมใหม่ที่ โชเซ มูรีนโย สร้างขึ้นจะคว้าแชมป์อะไรได้บ้างฤดูกาลหน้า

ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่, โจเอล เปเรยร่า, ดาบิด เด เคอา

กองหลัง : คาเมรอน บอร์ธวิค-แจ็คสัน, ลุค ชอว์, ดาลี่ย์ บลินด์, เอริก ไบญี่, คริส สมอลลิ่ง, วิคเตอร์ ลินเดลอฟ, มาร์กอส โรโฮ, ฟิล โจนส์, มัตเตโอ ดาร์เมียน, อันโตนิโอ วาเลนเซีย

กลองกลาง : ไมเคิ่ล คาร์ริค, เนมานย่า มาติช, แอชลี่ย์ ยัง, อันเดร์ เอร์เรร่า, ปอล ป็อกบา, มารูยาน เฟลไลนี่, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ฆวน มาต้า

องหน้า : อเล็กซิส ซานเชซ, เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล, โรเมลู ลูกากู, มาร์คัส แรชฟอร์ด

ผลงานทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฟุตบอลลีกดิวิชั่นหนึ่ง / เอฟเอ พรีเมียร์ลีก: 20
1907-08, 1910-11, 1951-52, 1955-56, 1956-57, 1964-65, 1966-67, 1992-93, 1993-94, 1995-96, 1996-97, 1998-99, 1999-2000, 2000-01, 2002-03, 2006-07, 2007-08, 2008-09, 2010-11, 2012-13
ฟุตบอลลีกดิวิชั่นสอง: 2
1935-36, 1974-75
เอฟเอคัพ: 12
1909, 1948, 1963, 1977, 1983, 1985, 1990, 1994, 1996, 1999, 2004, 2016
ฟุตบอลลีกคัพ: 5
1992, 2006, 2009, 2010, 2017
ยูโรเปียนคัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก: 3
1968, 1999, 2008
ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ: 1
1991

ยูฟ่ายูโรปาลีก: 1
2017
อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ: 1
1999
ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ: 1
2008
ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ: 1
1991
เอฟเอชาริตี/คอมมูนิตีชีลด์: 17 (13 แชมป์เดี่ยว, 4 แชมป์ร่วม*)
1908, 1911, 1952, 1956, 1957, 1965*, 1967*, 1977*, 1983, 1990*, 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008,2010
BBC Sports Personality of the Year Team Award
1968 & 1999
ปัจจุบันฤดูกาลปี 2017-2018 ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ มูรีนโย พาทีม ปีศาจแดง จบฤดูกาลด้วยอันดับ 2 ในตารางพรีเมียร์ลีก ของอังกฤษ คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่าแชมป์เปี่ยนลีกฤดูกาลหน้า 2018-2019

# ชื่อทีม แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีง ผลต่าง คะแนน
1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 38 32 4 2 106 27 79 100
2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 38 25 6 7 68 28 40 81
3 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 38 23 8 7 74 36 38 77

สถิติทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ชัยชนะฟุตบอลลีกสูงสุด – 10 – 1 – 15 ตุลาคม 1892 – ฟุตบอลดิวิชัน 1 แข่งกับ วูลฟ์
ชัยชนะฟุตบอลพรีเมียร์สูงสุด – 9 – 0 – 4 มีนาคม 1995 – ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แข่งกับ อิปสวิชทาวน์
ชัยชนะฟุตบอลถ้วยสูงสุด – 10 – 0 – 26 กันยายน 1956 – ฟุตบอลยูโรเปียนส์คัพ แข่งกับ อันเดอร์เลซท์
ชัยชนะในบ้านสูงสุด – 10 – 0 – 26 กันยายน 1956 – ฟุตบอลยูโรเปียนส์คัพ แข่งกับ อันเดอร์เลซท์
ชัยชนะนอกบ้านสูงสุด – 8 – 1 – 6 กุมภาพันธ์ 1999 – ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แข่งกับนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์

แพ้สูงสุด – 0 – 7 – ปี 1926 – ฟุตบอลดิวิชัน 1 แข่งกับ แข่งกับ แบล็กเบิร์นโรเวอร์ส
แพ้สูงสุด – 0 – 7 – ปี 1930 – ฟุตบอลดิวิชัน 1 แข่งกับ แข่งกับ แอสตันวิลลา
แพ้สูงสุด – 0 – 7 – ปี 1931 – ฟุตบอลดิวิชัน 2 แข่งกับ แข่งกับ วูลฟ์
ผู้เข้าชมสูงสุด – 75,595 คน – 17 กันยายน 2006 – ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แข่งกับอาร์เซนอล
ชนะติดต่อกันนานสุด – 40 นัด จากวันที่ 24 ธันวาคม 1998 – 3 ตุลาคม 1999 โดยแพ้ให้กับ เชลซี
แต้มสูงสุดในฤดูกาล – 92 แต้ม – 42 นัด ฤดูกาล 1993/94
นักฟุตบอลที่ลงเล่นมากสุด – 819 นัด – ไรอัน กิ๊กส์
นักฟุตบอลที่ลงเล่นในบอลลีกมากที่สุด – 606 นัด – บ็อบบี้ ชาร์ลตัน
ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา (1991-2009) เป็นสโมสรเดียวที่จบฤดูกาลไม่ต่ำกว่าอันดับ 3
ทำแต้มในลีกรวมทุกลีก ได้เป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล (562 แต้ม อันดับ 2 และ 3 คือลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล ได้ 5565 และ 5392 แต้มตามลำดับ)

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
CAPTCHA
This question is for testing whether or not you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
1 + 1 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.